สุนทรียศาสตร์ หมายถึง เป็นวิชาที่ว่าด้วยความงามจัดอยู่ในวิชาปรัชญาแขนงหนึ่งว่าด้วยคุณค่าความงาม และการตัดสินความงามซึ่งครอบคลุมถึงความงามในธรรมชาติ และความงามในผลงานของมนุษย์
ประโยชน์ของสุนทรีย์ศาสตร์มีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร
มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มนุษย์เกิดความพึงพอใจในด้านบวก
1. ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของความงามทั้งในศิลปกรรมและธรรมชาติ
2. ส่งเสริมให้คิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
3. ช่วยให้เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี
4. ส่งเสริมแนวทางในการแสวงหาความสุขจากความงาม ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
สุนทรีย์มีประโยชน์ต่อวิชาชีพพยาบาลอย่างไร
ทำให้พยาบาลตระหนักในคุณค่าของความเป็นมนุษย์สามารถให้การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมได้ดียิ่งขึ้น กล่าวคือในการดูแลผู้ป่วยมิใช่การดูแลร่างกายเท่านั้น หากแต่เป็นการดูแลที่รวมไปถึงจิตวิญญาณของผู้ป่วย เพราะทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของชีวิต การเข้าถึงผู้ป่วยอย่างแท้จริงในการให้การพยาบาล พยาบาลจำเป้นต้องตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สุนทรีย์ศาสตร์มีส่วนช่วยให้พยาบาลเกิดวามเข้าใจในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกต่อสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นและยอมรับความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน รวมถึงความตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเองและเข้าใจตนเองมากขึ้นเช่นกัน

หนังตะลุงมีอิทธิพล มีบทบาทต่อชาวชนบทมาก เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวชนบทก็ว่าได้ การพากย์หนังตะลุงเป็นศิลปสูงส่ง นอกจากให้ความบันเทิงแล้ว ให้ความรู้ให้ความคิด หนังตะลุงเป็นสื่อกลางที่ดีระหว่างรัฐกับประชาชน
หากดูหรือฟังอย่างผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการเล่นที่ให้ความรื่นเริงอย่างธรรมดา แต่ถ้าดูหรือฟังอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นการละเล่นที่น่าทึ่งมาก ยากที่จะหามหรสพประเภทใดมาเทียบเคียงได้ นายหนังตะลุงคนเดียวต้องเชิดต้องพากย์รูปหนังทุกตัว เฉพาะตัวตลกในการแสดงเรื่องหนึ่งๆต้องใช้ประมาณ 15 ตัว ใช้เสียงพูดแตกต่างกันทุกตัว เสียงพระ เสียงนาง เสียงยักษ์ เสียงคนชรา สามารถทำได้อย่างกลมกลืน หนังตะลุงไม่มีฉากใดๆประกอบเหมือนโขน ภาพยนตร์ละคร มีแต่จอผืนเดี่ยวเป็นฉาก ต้องสร้างภาพพจน์ด้วยบทพากย์ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้น คนๆ เดียวสามารถตรึงคนดูไว้ได้ตลอดคืน
หนังตะลุงเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของวัฒนธรรมภาคใต้ ในปัจจุบันนี้ยังคงมีหนังตะลุงที่ยังแสดงอยู่ทั่วภาคใต้อีกนับร้อยคณะ จังหวัดที่มีหนังตะลุงมากที่สุดคือ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง มีจำนวนพอๆกัน นอกจากนั้มีจำนวนค่อนข้างประปราย ปัญหาอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการแสดงหนังตะลุงในปัจจุบัน คือขาดลูกคู่ ลูกคู่คือผู้บรรเลงเครื่องประโคมดนตรี หาผู้ฝึกหัดใหม่แทบไม่มี
ความฝันของท่านผู้เขียนเรื่อง"ความรู้เรื่อง หนังตะลุง" คือท่านอาจารย์พ่วง บุษรารัตน์ว่า "อยากให้ใช้เทคโนโลยี่เพิ่มขึ้น เช่น ทำอย่างไรจึงจะมีฉากจริงประกอบ น่าจะฉายภาพช่วย ทำอย่างไรเวลาใช้อภินิหารจึงเกิดแสง เกิดกลุ่มหมอกควัน วันหนึ่งความฝันของผู้เขียนอาจเป็นความจริงก็เป็นได้" และบัดนี้
ลุงขวัญเมือง กำลังพูดออกบท "บอกเรื่อง" เริ่มต้นด้วยคำว่าสวัสดี บอกชื่อคณะหนัง บอกชื่อบ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัด หรือภูมิลำเนาที่นายหนังอาศัยอยู่ประจำ เพื่อให้รู้ที่อยู่ ผู้ไปติดต่อหรือรับหนังได้สะดวก จากนั้นฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ชม ยอมรับข้อตักเตือนหรือตำหนิในความผิดพลาด มักยกตัวอย่างว่าช้างสี่เท้ายังก้าวพลาด นักปราญ์ยังรู้พลั้ง ประสาอะไรกับตน ที่มีความรู้น้อยด้อยปัญญา ย่อมมีความผิดพลาด มีความปกพร่องอย่างแน่นอน หนังบางคณะเปรียบการแสดงของตน เหมือนการปรุงอาหารให้ถูกปากแก่ทุกคนเป็นเรื่องยาก แต่จะพยายามทำตามความสามารถของตน บอกเรื่องที่นำมาแสดง เช่นเรื่อง "นักรักรักรบ" "คนหนอคน" "สายเลือดสายสวาท" ฯ จากนั้นอาจนำคติมาฝาก แล้วอันเชิญคุณพระรัตนตรัย ให้ผู้ชมประสบแต่ความสุขสวัสดี ไหว้อีก 3 ครั้ง ลูกคู่ขึ้นเครื่อง หลบรูปเข้าหลังฉาก

๒. เข้าใจเกี่ยวกับภาษาหรือคำร้องของเพลงต่างๆ การแสดงนาฏศิลป์จะต้องใช้ดนตรีและเพลงเข้าประกอบ ซึ่งอาจจะมีทั้งเพลงขับร้องและเพลงบรรเลง ในเรื่องเพลงร้องนั้นจะต้องมี "คำร้อง" หรือ เนื้อร้อง ประกอบด้วย บทร้องเพลงไทยส่วนมากจะเป็นคำประพันธ์ประเภทกลอนแปด หรือกลอนสุภาพ เป็นคำร้องที่แต่งขึ้นใช้กับเพลงนั้นๆ โดยเฉพาะ หรือนำมาจากวรรณคดีไทยตอนใดตอนหนึ่งก็ได้ ผู้ชมจะต้องฟังภาษาที่ใช้ร้อง ให้เข้าใจควบคู่กับการชมการแสดงด้วย จึงจะเข้าใจถึงเรื่องราวนาฏศิลป์ที่แสดงอยู่
๓. มีความเข้าใจเกี่ยวกับดนตรีและเพลงต่างๆ นาฏศิลป์จำเป็นต้องมีดนตรีบรรเลงประกอบขณะแสดง ซึ่งอาจจะเป็นแบบพื้นเมืองหรือแบบสมัยนิยม ผู้ชมจะต้องฟังเพลงให้เข้าใจทั้งลีลา ทำนอง สำเนียงของเพลง ตลอดจนจังหวะอารมณ์ด้วย จึงจะชมนาฏศิลป์ได้เข้าใจและได้รสของการแสดงอย่างสมบูรณ์ เช่น เข้าใจว่าเพลงสำเนียงมอญ พม่า ลาว ฯลฯ สามารถเข้าใจถึงประเพทของเพลงและอารมณ์ของเพลงแต่ละเพลง นอกจากนี้ จะต้องรู้จักถึงชื่อของเครื่อง ดนตรีและวงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงทุกชนิดด้วย
๔. เข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและแต่งหน้าของผู้แสดง การแสดงนั้นแบ่งออกหลายแบบ หลายประเภท ผู้ชมควรดูให้เข้าใจว่าการแต่งกายเหมาะสมกับบรรยากาศและประเภทของการแสดงหรือไม่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดง ตลอดทั้งการแต่งหน้าด้วยว่าเหมาะสมกลมกลืนกันเพียงใด เช่น เหมาะสมกับฐานะหรือบทของผู้แสดงหรือไม่
๕. เข้าใจถึงการออกแบบฉากและการใช้แสงและเสียง ผู้ชมที่ดีต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องฉาก สถานที่ และสถานการณ์ต่างๆ ของการแสดง คือต้องดูให้เข้าใจว่าเหมาะสมกับการแสดงหรือไม่ บรรยากาศ แสง หรือเสียงที่ใช้นั้นเหมาะสมกับลักษณะของการแสดงเพียงใด
๖. เข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและฐานะของตัวแสดง คือ การแสดงที่เป็นเรื่องราว มีตัวแสดงหลายบท ซึ่งจะต้องแบ่งออกตามฐานะในเรื่องนั้นๆ เช่น พระเอก นางเอก ตัวเอก ตัวนายโรง พระรอง นางรอง ตัวตลก ฯลฯ
๗. เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของการแสดง ในกรณีที่เล่นเป็นเรื่องราว เช่น โขน ละคร ผู้ชมต้องติดตามการแสดงให้ต่อเนื่องกัน ึงจะเข้าใจถึงเรื่องราวต่างๆ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
๘. ควรมีอารมณ์ร่วมกับการแสดง การแสดงนาฏศิลป์ได้บรรจุเอาลีลาท่าทาง หรืออารมณ์ต่างๆ ของผู้แสดงไว้มากมาย ผู้ชมที่ดีควรมีส่วนร่วมกับผู้แสดงด้วย เช่น สนุกสนาน เฮฮาไปด้วย จะทำให้ได้รสของการแสดงอย่างเต็มที่ และผู้แสดงจะสนุกสนาน มีอารมณ์และกำลังใจในการแสดงด้วย
๙. ควรมีมารยาทในการชมการแสดง คือ ปรบมือให้เกียรติก่อนแสดงและหลังจาจบการแสดงแต่ละชุด ไม่ควรส่งเสียงโห่ร้องเป็นการล้อเลียน หรือเยาะเย้ย ในขณะที่การแสดงนั้นไม่ถูกใจหรืออาจจะผิดพลาด ตลก ขบขัน ซึ่งจะทำให้ผู้แสดงเสียกำลังใจ และถือว่าไม่มีมารยาทในการชมการแสดงอย่างมาก อีกทั้งเป็นการรบกวนสมาธิและอารมณ์ของผู้ชมคนอื่นๆ ด้วย
๑๐. ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย คือ ต้องให้เหมาะสมกับสถานที่ที่ใช้แสดง เช่นโรงละครแห่งชาติ หอประชุมขนาดใหญ่ ควรแต่งกายสุภาพแบบสากลนิยม แต่ในกรณีสถานที่สาธารณะหรืองานแบบสวนสนุก ก็อนุโลมแต่งกายตามสบายได้
๑๑. ควรศึกษาเกี่ยวกับสูจิบัตร ให้เข้าใจก่อนเริ่มชมการแสดง เพื่อจะได้ชมการแสดงได้เข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ถ้าไม่มีสูจิบัตร ก็ควรจะตั้งใจฟังพิธีการบรรยายถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงให้เข้าใจด้วย
๑๒. ควรไปถึงสถานที่แสดงก่อนเวลา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อม และได้ชมการแสดงตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งจะได้ไม่เดินผ่านผู้อื่นซึ่งชมการแสดงอยู่ก่อนแล้ว จะทำให้เกิดความวุ่นวายเป็นการทำลายสมาธิด้วย
1. ถ้าคุณค่าหมายถึงคุณสมบัติ เช่น ของเหลว ร่วน แข็ง ก็ย่อมเป็นลักษณะของคุณค่าด้วย?
ตอบ หากเรากำหนดให้คุณค่าหมายถึง คุณสมบัติดังเช่นตัวอย่าง นั่นก็หมายความว่า คุณสมบัติก็เป็นลักษณะหรือเป็นส่วนประกอบของคุณค่าด้วยเช่นกัน แต่ความเหลว ความร่วน ความแข็ง เป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้จากสิ่งเร้าหรือการรับสัมผัส ตัดสินว่ามันเป็นสิ่งที่เห็นจริง ๆ }
2. ถ้าคุณค่าในตัวของมันเองเป็นคนละเรื่องของคุณสมบัติ คุณค่าควรจะอยู่ที่ใด ?
ตอบ อยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรู้สึกว่าอย่างไรกับสิ่งเร้า แล้วตัดสินใจว่า สิ่งนั้นมีคุณค่าในตัวมันเองหรือไม่
3. ถ้าคุณค่าของตัวมันเอง หมายถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งอื่น
ตอบ ถ้าคุณค่าหมายถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งอื่น นั้นคือ คุณค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเพียงอย่างเดียวแต่คุณค่ามีความสัมพันธ์กับจิตใจ คือ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เมื่อสิ่งนั้นเอื้อประโยชน์กับสิ่งอื่น ๆ ก็แสดงว่า สิ่งนั้นมีคุณค่ามีอิทธิพลต่อสิ่งอื่น ๆ หรือมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะด้านบวกและด้านลบก็ตามแสดงว่าคุณค่ามีความสัมพันธภาพกับจิตใจ หรือเกิดจากจิตใจมนุษย์กับวัตถุด้วยเช่นใจ
4. ถ้าคุณค่าในตัวของมันเองหมายถึงการดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด
ตอบ ถ้าหากเงื่อนไขบกว่าคุณค่าในตัวของมันเองหมายถึง การดำรงอยู่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดหรือไม่มีผลต่อสิ่งใด ทั้งทางตรงและทางอ้อม คุณค่าในตัวของมันเองก็มีได้เพราะคุณค่าถูกกำหนดจากมนุษย์ขึ้นมาเท่านั้นเอง จะนำมาใช้หรือไม่นำมาใช้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความมีคุณค่าก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่คำกล่าวที่ว่าสรรพสิ่งใดในโลกจะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีสัมพันธ์กับสิ่งใดนั้นเป็นการแสดงว่า จิตใจเรามีปฏิกริยากับสถานการณ์หรือวัถตุขณะนั้นแล้วเรานำความรู้สึกหรือการได้รับรู้อารมณ์มาปรุงแต่งทำให้เกิดเป็นสัมพันธภาพระหว่างกัน ก็เลยมองว่า ทุกสิ่งในโลกมีความสัมพันธ์ต่อกัน
5. การพิจารณาปัญหาคุณค่าแบบโดด ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด
ตอบ การพิจารณาปัญหาอื่น ๆ กับปัญหาคุณค่าเป็นเพียงการตัดสินในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ถ้าคิดว่าคุณค่ามีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ กับความหมายว่าปัญหาของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ แต่จิตนิยมบอกว่าขึ้นอยู่กับจิตใจและความรู้สึกของคนที่ตัดสินซึ่งไม่เหมือนกันทุกคนบางคนอาจจะคิดว่าเป็นปัญหาของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่บางคนอาจจะคิดว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมหรือบริบทของสิ่งนั้น
สรุป
จากคำถามทั้งหมดไม่สามารถหาคำตอบได้ตายตัวแน่นอนขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดให้เงื่อนไขนั้นเป็นอย่างไรและมุมมองของแต่ละคนที่แตกต่างกันก็ทำให้ความคิดเห็นของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย การตัดสินคุณค่าในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของแต่ละคนวัตถุบางอย่างอาจมีคุณค่ามากสำหรับคนหนึ่งแต่อาจจะหาคุณค่าไม่ได้เลยสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ คุณค่าของความงามจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์และความสัมพันธภาพกับวัตถุรับสัมผัส ในขณะนั้น

9 ความคิดเห็น:
1. ถ้าคุณค่าหมายถึงคุณสมบัติ เช่น ของเหลว ร่วน แข็ง ก็ย่อมเป็นลักษณะของคุณค่าด้วย
-----------------------------------
ตอบ หากเรากำหนดให้คุณค่าหมายถึง คุณสมบัติดังเช่นตัวอย่าง นั่นก็หมายความว่า คุณสมบัติก็เป็นลักษณะหรือเป็นส่วนประกอบของคุณค่าด้วยเช่นกัน แต่ความเหลว ความร่วน ความแข็ง เป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้จากสิ่งเร้าหรือการรับสัมผัส ตัดสินว่ามันเป็นสิ่งที่เห็นจริง ๆ
2. ถ้าคุณค่าในตัวของมันเองเป็นคนละเรื่องของคุณสมบัติ คุณค่าควรจะอยู่ที่ใด ?
----------------------------------
ตอบ อยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรู้สึกว่าอย่างไรกับสิ่งเร้า แล้วตัดสินใจว่า สิ่งนั้นมีคุณค่าในตัวมันเองหรือไม่
3. ถ้าคุณค่าของตัวมันเอง หมายถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งอื่น
----------------------------------
ตอบ ถ้าคุณค่าหมายถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งอื่น นั้นคือ คุณค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเพียงอย่างเดียวแต่คุณค่ามีความสัมพันธ์กับจิตใจ คือ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เมื่อสิ่งนั้นเอื้อประโยชน์กับสิ่งอื่น ๆ ก็แสดงว่า สิ่งนั้นมีคุณค่ามีอิทธิพลต่อสิ่งอื่น ๆ หรือมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะด้านบวกและด้านลบก็ตามแสดงว่าคุณค่ามีความสัมพันธภาพกับจิตใจ หรือเกิดจากจิตใจมนุษย์กับวัตถุด้วยเช่นใจ
4. ถ้าคุณค่าในตัวของมันเองหมายถึงการดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด
----------------------------------
ตอบ ถ้าหากเงื่อนไขบกว่าคุณค่าในตัวของมันเองหมายถึง การดำรงอยู่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดหรือไม่มีผลต่อสิ่งใด ทั้งทางตรงและทางอ้อม คุณค่าในตัวของมันเองก็มีได้เพราะคุณค่าถูกกำหนดจากมนุษย์ขึ้นมาเท่านั้นเอง จะนำมาใช้หรือไม่นำมาใช้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความมีคุณค่าก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่คำกล่าวที่ว่าสรรพสิ่งใดในโลกจะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีสัมพันธ์กับสิ่งใดนั้นเป็นการแสดงว่า จิตใจเรามีปฏิกริยากับสถานการณ์หรือวัถตุขณะนั้นแล้วเรานำความรู้สึกหรือการได้รับรู้อารมณ์มาปรุงแต่งทำให้เกิดเป็นสัมพันธภาพระหว่างกัน ก็เลยมองว่า ทุกสิ่งในโลกมีความสัมพันธ์ต่อกัน
5. การพิจารณาปัญหาคุณค่าแบบโดด ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด
-----------------------------------
ตอบ การพิจารณาปัญหาอื่น ๆ กับปัญหาคุณค่าเป็นเพียงการตัดสินในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ถ้าคิดว่าคุณค่ามีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ กับความหมายว่าปัญหาของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ แต่จิตนิยมบอกว่าขึ้นอยู่กับจิตใจและความรู้สึกของคนที่ตัดสินซึ่งไม่เหมือนกันทุกคนบางคนอาจจะคิดว่าเป็นปัญหาของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่บางคนอาจจะคิดว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมหรือบริบทของสิ่งนั้น
-----------------------------------
สรุป
จากคำถามทั้งหมดไม่สามารถหาคำตอบได้ตายตัวแน่นอนขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดให้เงื่อนไขนั้นเป็นอย่างไรและมุมมองของแต่ละคนที่แตกต่างกันก็ทำให้ความคิดเห็นของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย การตัดสินคุณค่าในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของแต่ละคนวัตถุบางอย่างอาจมีคุณค่ามากสำหรับคนหนึ่งแต่อาจจะหาคุณค่าไม่ได้เลยสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ คุณค่าของความงามจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์และความสัมพันธภาพกับวัตถุรับสัมผัส ในขณะนั้น
2007-Jul-24 - งานเงินที่อยู่คู่ครอง(ควรแสวงหาตามลำดับ)
Posted in Gotoknow
โดย อาจารย์ โกศล คงสมปราชญ์
คนเราทุกคนพออายุย่างเข้าวัยรุ่น เราก็เริ่มคิดอยากมีแฟนตามสัญชาติญาณ... เห็นใครสวย (beautiful or lovely and slender)เราก็แอบนึกรักแอบใคร่... เห็นผู้หญิงแต่งตัวเสื้อผ้าประหยัดก็หัดจินตนาการลึกทะลุเสื้อผ้าเข้าไป(ตามประสาความรู้สึกของผู้ชาย) ถ้าเป็นผู้หญิงเห็นใครหล่อรูปร่างสมาร์ท (smart)เราก็นึกรักนึกชอบขึ้นมาในใจ....
ความรักของคนวัย13-19 ปีมักเป็นความรักที่เข้าทางตาและทางหู มากกว่าที่จะเข้าทางความรู้รับผิดชอบ เราจึงได้ยินได้เห็นประโยคที่วัยรุ่นวัยกระเตาะใช้สื่อความหมายว่าฉันรักเธอนะในรูปแบบต่างๆเช่น ทานข้าวหรือยัง... คิดถึงจังเลย... ดูแลสุขภาพนะ... นอนหลับฝันดีจ๊ะ... วัยรุ่นระยะนี้เป็นระยะ IQ ต่ำ แต่ I love you สูง ...ใครมีโทรศัพท์ก็มักจะโทรหาหรือส่ง SMS ข้อความหาแฟนหากิ๊กเช้าเที่ยงเย็น (เช้าส่ง I think you, เที่ยงส่ง I love you บ่ายมาหน่อยส่ง I miss you ค่ำส่ง I want you)
ในยามมีรักช่วงวัยรุ่นตอนต้นไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่าความรักคืออะไร และต่างคนก็นิยามความรักไปต่าง ๆ นานา สำหรับผมยังไม่มีรักจึงจำต้องแสวงหาต่อไป ...
พอโตพอเริ่มมีความรู้สึกทางกามารมณ์ เราก็อยากหาคู่ อยากมีแฟนกะเขาสักที แต่จะมีสักคนที่เตรียมตัวรับสิ่งที่เกิดจากความรัก.....?
ความรักที่แท้จริงจำเป็นต้องมีความจริงใจ ให้เกียรติ ไม่เหยียดหยาม ต่อคนที่เรารัก ไม่ชิงสุกก่อนห่ามอย่างที่โบราณสอนไว้ ผมก็ยังเห็นว่าคำว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าชิงสุกก่อนห่าม จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสภาพการณ์ปัจจุบันและอนาคต แม้นมีหลายคนจะถือว่ายุคนี้เป็นยุคฟรีไสตล์ แต่เพราะปัญหาฟรีสไตล์มิใช่ฤา จึงทำให้มีคลีนิครีดน้องหลายแห่ง....เขาร่ำรวยเพราะได้เงินจากเยาวชนที่ท้องแล้วไม่พร้อม...
ในสถานศึกษาผู้เป็นครูรู้สึกลำบากใจในปัญหานี้เท่าๆกับปัญหาที่ผู้มีอำนาจสั่งห้ามเด็กเรียนซ้ำชั้น(โง่ก็ต้องสอบผ่าน อ่านไม่ออกก็ต้องเรียนต่อชั้นต่อไป) เพราะบางทีเขาไม่พร้อมจริงๆแต่ต้องเลื่อนชั้นตามปีที่เรียนเราจึงเห็นสังคมบ่นว่าเด็กไทยอ่านไม่ออกมีถึงร้อยละ 10 และอีกปัญหาที่พบคือการถ่ายคลิปวีดีโอ..การมีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายไว้โชว์เพื่อนๆ หรือถ่ายเพื่ออะไรก็ไม่อาจพรรณนา...แต่เยาวชนหลายคนก็ตกอยู่ในวังวนของคลิปประเภทนี้...จำเป็นหรือถึงเวลาหรือยังที่เราจะเห็นคุณค่าของการรักนวลสงวนตัว หรือนำเยาวชนอบรมศีลธรรมในวัดที่มีพระดีๆสอนอยู่
ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราจะมาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ตั้งใจศึกษาให้สำเร็จสมดังเจตนารมที่บุพพการีตั้งใจ โดยยึดความรู้คู่ศีลธรรม... ถ้าเธอคือเยาวชนคนหนึ่งที่เคยพลาดแล้วหยุดทำผิด...ครูและพ่อแม่คงดีใจกว่าการที่ไม่ยอมเลิกทำ ....จริงอยู่ กิน+หลับนอน+สืบพันธ์+คนกับสัตว์ก็มีเหมือนกัน แต่การรู้จักกาลทีเหมาะสม ความพร้อมทั้งร่างกายจิตใจ ความพร้อมด้านหน้าที่การงาน..แล้วค่อยคิดหาคู่ คงดีกว่าการรีบมีแฟนในขณะที่ขอเงินแม่พ่อใช้อยู่
งาน+เงิน+ที่อยู่+คู่ครอง ควรแสวงหาตามลำดับ (เงิน งาน บ้าน เมีย ควรหาตามลำดับ) แต่หลายคนบอกว่าถ้าจะให้หาครบทุกอย่างคงไม่ได้...ค่อยหาช่วยกัน..เพื่อช่วยอ้างเหตุผลของตนเอง....แต่การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่ง ผมจึงอยากชวนเรามาแสวงหาสิ่งเหล่านี้ไปตามลำดับแล้ว เราอาจจะได้เห็นว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวานยังใช้ได้อยู่เสมอ และก็มีความสุขนานกว่า
2007-Jul-1 - เรียนรู้อีกแง่มุมของความรัก
Posted in BorOr31
ฉันได้เรียนรู้ว่า : รักแรกก็เหมือนฟันน้ำนมที่วันหนึ่งต้องหลุดไปเพื่อรอฟันแท้เข้ามาแทนที่
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกันจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจาก...คนที่รักกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งคนที่รักกัน ก็รักกัน จนโกรธกันไม่ลง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : สำหรับคนที่เข้าใจชีวิต...คนที่รักกันก็ทะเลาะกันได้ “แต่สุดท้ายก็ดีกัน”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : การที่คนที่รักกันทะเลาะกัน ไม่ได้แปลว่าพวกเค้าไม่มีความสุข
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกัน ยังไงก็รักกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คำว่า “แฟน” กับคำว่า “รักแท้” คนละคำกัน แต่บางครั้งก็เป็นคำเดียวกัน ถ้าคุณเจอรักแท้กับแฟนของคุณ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักกันไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอดเวลา
ฉันได้เรียนรู้ว่า : “ใครๆก็ผิดพลาดได้ในอดีต รวมทั้งคนรักของเรา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าเสียดายเวลากับรักไม่แท้ ถือเสียว่าเวลาเหล่านั้น เป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราค้นพบตัวเองมากขึ้น
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักยืนยงต่อไปได้ไม่จบสิ้น ถ้ามีคำว่า “เห็นอกเห็นใจ” กัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่พูดว่า “ไม่มีใครรักคุณมากกว่าผม” สักวันเค้าอาจทิ้งคุณไป
ฉันได้เรียนรู้ว่า : วิธีตัดสินว่าผู้ชายคนไหนดีที่สุดเห็นจะต้องพึ่งสิ่งเดียว “เวลา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่จริงที่ผู้ชายน้อยใจไม่เป็น และผู้หญิงขี้น้อยใจกว่าผู้ชายเสมอ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่มีใจให้กัน ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าใช้เหตุผลกับคนรัก แต่ใช้ความเห็นใจกับคนรัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งอารมณ์ที่หงุดหงิดก็หายไปหมดแค่ได้คุยกับคนที่เรารัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักทำให้โลกสดใส จริงจริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายต่อสู้เพื่อให้ได้คนที่ตัวเองรักและต้องการ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถึงคนคนนึงจะดีเท่าไหร่ ตรงสเป็กตามที่เราต้องการเท่าไหร่แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก...ก็เป็นได้แค่คนที่เราได้เจอ แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ฉันได้รู้ว่าอย่าลองใจคนรักด้วยการพูดถึงแฟนเก่า ใช่...คุณได้รู้ว่า เค้ารักเรา แต่...เค้าเจ็บ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักถึงเกิดมาเพื่อรักเราแต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็น “คนรักสำเร็จรูป” เพราะฉะนั้นบางครั้งไม่อาจได้ดั่งใจเรา ต้องอาศัยการพูดและการปรับตัวเพื่อแก้ไขกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : เราควรจะมีวิธีบอกคนที่เรารักว่า บางครั้งบางเรื่องยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้าเรายังเด็กจะคิดว่าฟันน้ำนม นั้นคือฟันตลอดไปของเรา แต่เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ ณ เวลานั้นเรามักคิดว่า...ใช่
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้หญิงหลายคนเจอประสบการณ์ตรงกัน ผู้ชายที่จีบเราอยู่ดีดีก็หายไปเฉยๆเลย...งง...เค้าเป็นกันหลายคนนะ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายหลายคนเมื่อ “ต้องการ” จะพูดว่า “รัก”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่มีใครอกหักแล้วไม่เจ็บ เหมือนถอนฟัน แต่วันหนึ่งก็หาย แต่หายแล้วจะเป็นยังไงต่อ ค่อยว่ากัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : มนุษย์เราต้องการความอบอุ่นและครอบครัว หลายคนเมื่อขาดตรงนี้พยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชย แต่จะพบว่ามันชดเชยกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ่านไฟเก่าจะเกิดได้กับคนที่เลิกกันเพราะไม่เข้าใจกันแต่ยังรักกัน แต่สำหรับคนที่เค้าเลิกกัน เพราะไม่รักกัน...”ถ่านไฟดับ”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ...ดีแล้วที่เราได้เลิกกับคนที่เราไม่แน่ใจมาตลอด เมื่อแผลหาย เราจะรู้ว่า เราทำถูกที่สุด... รึป่าว
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตได้จริงจริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรัก...มันมีอยู่จริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักเหมือนความสวย ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ประทานมาให้คนทุกคน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : สุดท้าย...รักก็คือรัก...ไม่รักก็คือไม่รัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า :ถ้ายังไม่รู้ว่าคุณต้องการใคร มิวิธีพิสูจน์ “เวลา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่ไม่พูดว่า “หึง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่หึง”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายบางคนไปจีบผู้หญิงอื่น เพียงเพื่อประชดแฟนตัวเอง ไม่ใช่เพราะชอบจริงๆ ผู้หญิงหลายก็เป็นแบบนี้
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้ารักกันต้องคุยกันการคุยกันอย่างเปิดเผย ทำให้ไม่ระแวงกัน นั้นแหละดีที่สุด
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บทสรุปของความรักไม่ใช่การแต่งงาน นั้นเป็นตอนจบของละครเรื่องนึง แต่บทสรุปของความรักคือ
“การที่เราสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เติมเต็มกันและกัน ชั่วชีวิตของเรา”...
บ้านบัณฑิตอาสามัคร รุ่น31
2007-Jul-4 - คนที่รักกับคนที่ชอบ
Posted in BorOr31
ต่อหน้าคนที่คุณรักหัวใจคุณเต้นรัว
ต่อหน้าคนที่คุณชอบคุณรู้สึกมีความสุข
ต่อหน้าคนที่คุณรักฤดูหนาวเป็นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ
ต่อหน้าคนที่คุณชอบฤดูหนาวเป็นฤดูหนาวที่งดงาม
ถ้าคุณจ้องตาคนที่คุณรักคุณจะหน้าแดง
ถ้าคุณจ้องตาคนที่คุณชอบคุณจะยิ้มออกมา
ต่อหน้าคนที่คุณรักคุณไม่สามารถพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจคุณได้
ต่อหน้าคนที่คุณชอบคุณทำได้
ต่อหน้าคนที่คุณรักคุณจะเขินอาย
ต่อหน้าคนที่คุณชอบคุณเปิดเผยความเป็นคุณได้
คนที่คุณรักมักเข้ามาอยู่ในใจคุณทุกสองนาที
คุณไม่สามารถสบตาคนที่คุณรักตรงๆได้
แต่คุณสามารถยิ้มสบตาคนที่คุณชอบได้ตรงๆ
เมื่อคนที่คุณรักร้องไห้คุณร้องไห้ไปกับเขา
แต่เมื่อคนที่คุณชอบร้องไห้คุณจะปลอบโยน
ความรู้สึกรักเริ่มต้นจากดวงตา
ความรู้สึกชอบเริ่มจากที่หู
ฉะนั้นถ้าคุณจะเลิกชอบคนที่คุณชอบแค่ปิดหูของคุณเท่านั้นก็พอ
แต่ถ้าคุณพยายามจะปิดตารักจะกลายเป็นน้ำตา
และเมื่อคุณเปิดตาขึ้นอีกครั้ง
..... คุณก็จะได้รู้ว่า สิ่งที่คุณเสียไปคือคนที่คุณรัก......
บ้านบัณฑิตอาสามัคร รุ่น31
2007-Jul-1 - คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด..คุณเจอแล้วรึยัง
Posted in BorOr31
คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด..คุณเจอแล้วรึยัง
หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า...
“ คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน ”
ฉันคงตอบว่า..
"แค่ รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
ทุกคนต่างมี..ความเลวด้วยกันทั้งนั้น ฉันเองก็มีข้อเสีย เยอะรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
แต่มันจะดี สักแค่ไหน..ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้
บางคนคาดหวังไว้ว่า..คนที่จะคบ ต้องดี อย่างนู้นอย่างนี้ คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้
พูดจากวนประสาท
แต่พอเจอคนนั้น จริงๆคนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้
เพราะ "ความ รัก" มันกำหนดไม่ได้..ว่าจะให้รักคนนี้..ไม่รักคนนั้น ที่กำหนดได้มัน คือ
"ความชอบ" มากกว่า
แต่ที่สำคัญ คือ ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันจะเจ๋งขนาด ไหน
แล้วคนที่คุณ กำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว
ถ้าเป็น..
คุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นคนในฝันของคุณเลย
แต่ถ้าไม่ใช่..
คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว.. จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน
แต่คุณก็จะยัง "รัก" เค้า
ความรักไม่ควรมีกฎเกณฑ์ รักแล้วควรรับเค้าได้ในทุกๆ อย่าง จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้พบเจอกับคนที่เรามีความรู้สึกพิเศษ คนที่เราคิดถึง และรู้สึกห่วงใยเค้าเสมอ
ถ้าคิดจะรักต้องเรียนรู้และเข้าใจกัน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบและดีที่สุด แต่หากว่าวันนึงเราได้เจอกับใครและมีความรู้สึกดีๆ กับเค้า จงบอกให้เค้าได้รับรู้ก่อนที่จะไม่มีโอกาส
ทำสิ่งดีๆ ให้กับคนที่คุณรักให้มากที่สุด อย่าหวังสิ่งใดตอบ ให้เค้ารับรู้มัน และเค้าจะรับรู้และซึมซับมันเอง
ความรักทำให้โลกสวยงาม และสดใส ขอให้รักกันตลอดไป ไม่ว่าจะรักกันในฐานะใด และไม่ว่าจะพบกับความสุข หรือทุกข์
ความรัก"
ความรัก" คือ โชคอย่างหนึ่งเพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้
"ความรัก" เป็นได้ทั้งมือ เเละผ้าพันเเผลเวลาเสียใจ
"ความรัก" คือ สิ่งเติมเต็มให้ชิวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง
"ความรัก" คือ ความหวัง กำลังใจ เเละศรัทธาในกันเเละกัน
"ความรัก" มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า . . ไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
เเต่เรากลับมีความสุขในสิ่งที่เรารักต่างหาก
"ความรัก" คือ ศิลปะ ที่คนมีรักเท่านั้นที่จะเข้าใจเเละเห็นคุณค่า
"ความรัก" คือ โอกาส ที่เราจะได้พิสูจน์จิตวิญญาณของตัวเอง
"ความรัก" คือ สิ่งที่ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่ ทำให้คนโง่กลาย เป็นคนฉลาด
"ความรัก" เมื่อสูญเสียไปเเล้วก็ยังดีกว่าไม่เคยรัก
"ความรัก" มิได้เป็นการก้าวนำ หรือก้าวตามเเต่เป็นการก้าวไปพร้อมๆ กัน
"ความรัก" ทำให้คนเราเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์เดิมๆ ของชีวิต
"ความรัก" ทำให้จดจำคืนพิเศษคืนเดียวไปตลอดชีวิต . .
เพราะทุกคืนที่ ไร้" ความรัก" ก็มิอาจเทียบเท่าได้กับคืนนี้เพียงคืนเดียว
"ความรัก" คือการยอมเป็นน้ำเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนเป็นไฟ
"ความรัก" ที่มีมาเป็นปีๆ ก็สามารถพังทลายลงได้เพียงเสี้ยววินาที
"ความรัก" จะยาวนาน หรือจะเเสนสั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนสองคนที่รักกัน
"ความรัก" กว่าจะพบเจอได้นั้นเเสนยาก แต่กลับเลิกรักได้อย่างง่ายดาย
"ความรัก" สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลาเหมือนถ่านไฟเก่าที่กำลังคุโชน
"ความรัก" ต่อให้บอกกันทุกวันว่าก็ไม่มีวันเบื่อ . .
เเต่ความเกลียดสิบอกกันครั้งเดียวก็คงไม่อยากได้ยินอีกต่อไป
"ความรัก" ถ้าไม่รักเเล้วต่อให้พูดมากเท่าใดก็ไม่สามารถรักกันได้
"ความรัก" สามารถให้อภัยกันได้เสมอ โดยไม่มีเงื่อยไขว่ากี่ครั้ง
"ความรัก" รักได้เเต่อย่าหลง เพราะถ้าหลงเวลาเลิกเเล้วจะเจ็บปวด
"ความรัก" อยู่เหนือคำทำนาย เเละจะไม่มีวันเป็นไปตามคำพยากรณ์ ได้
"ความรัก" คือสิ่งแปลกใหม่ที่จะทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปจาก เดิม
"ความรัก" ทำให้คุณอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ได้นานกว่าเดิม
"ความรัก" คือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟในหัวใจ
"ความรัก" คือการเริ่มคิดเป้าหมายเเห่งชีวิต
"ความรัก" คือการร่วมฝัน ร่วมปันใจเเละก้าวไปในชีวิต
"ความรัก" คือการอยู่เคียงข้างกันเสมอ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตกต่ำเพียงใด
"ความรัก" ไม่ว่าจะเป็นเเบบไหนยังไง มันก็ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"ความรัก" เป็นนามธรรมที่มองไม่เห็น เเต่สัมผัสไได้ด้วยหัวใจ
"ความรัก" ทำให้วันเลวร้ายไม่เป็นวันเลวร้ายที่สุด
"ความรัก" ทำให้วันที่เเสนเศร้า กลายเป็นวันที่สุขที่สุดได้
"ความรัก" เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถจะหาได้ง่ายตามท้องถนน
"ความรัก" ที่รีบร้อน มักจะพบกับจุดสิ้นสุดได้รวดเร็วเสมอ
"ความรัก" คือสิ่งที่เเม้จะทำความเจ็บปวดให้ เเต่ก็ไม่มีใครที่กลัวหรือ เกลียดชัง
"ความรัก" ไม่ได้จบลงเเค่การเเต่งงาน หรือมี SEX เท่านั้น
"ความรัก" คือสิ่งที่คุณจะพบได้เองโดยมิต้องเเสวงหา
"ความรัก" คือสิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตคนคนหนึ่ง
"ความรัก" ในยามเเรกรักคือช่วงเวลาของรักที่หวานหอมมากที่สุด
"ความรัก" ครั้งเเรกเเละครั้งสุดท้ายมักจะเป็นรักในตนเอง
"ความรัก" ทำให้คนกลายเป็นกวี
"ความรัก" ไม่ใช่การมองตากัน เเต่เป็นการมองไปในทิศทางเดียวกัน
"ความรัก" ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีคำว่าสายไป
"ความรัก" คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ
"ความรัก" ทำให้ทุกอย่างสว่าง เเละสดใส
"ความรัก" คือการพึงพอใจในสิ่งที่รัก
"ความรัก" จะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อคนที่รักต้องให้เกียรติซึ่งกันเเละกัน
"ความรัก" บางทีก็เป็นสะพานทอดไปสู่การเเต่งงานสำหรับหลายๆ คู่
และนี่คือตัวอย่าง "ความรัก" บางตอนเท่านั้น . . ว่าแต่
"ความรัก" ของคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าเอ่ย?
ลองมองดูเพื่อนๆรอบๆตัวว่าเป็นอย่างที่เรามองป่ะ
............................................
การมองหาความรัก
ก็เหมือนกับการที่เราพยายามมองหาดาวตก
ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่มันจะเกิดเราก็ไม่มีทางได้เจอ
เชื่อว่าบางสิ่งบางอย่าง
เราก็ไม่ได้มันมาจากการ " ตามหา"
เหมือนกับดาวตก
ที่ต่อให้แหงนหน้ามองหาจนคอแทบหัก
ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่มันจะเกิด
มันก็ไม่มีทางที่เราจะได้เห็น
และต่อให้เราพยายามมองดาวอังคาร
ที่ส่อง สว่างอยู่บนฟ้า
แล้วเฝ้าอธิษฐานให้มันตกลงมา
ถ้ามันไม่ใช่ดาวตก..
ให้พยายามแค่ไหนมันก็ไม่ใช่
การมองหาความรักก็เหมือนกับการ
ที่เราพยายามมองหาดาวตก
ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่มันจะเกิดเราก็ไม่มีทางได้เจอ
แต่อย่าเพิ่งใจร้อนกับเรื่องของความรักเลย
มันจะทำให้เราทุรนทุรายกับการใช้ชีวิตเปล่าๆ
บางที ...ตอนนี้คนๆ นั้นของเราอาจกำลังเดินเล่น
อยู่ตรงไหนสักส่วนหนึ่งของโลก
หรืออาจอยู่ใกล้ๆ เราก็ได้
ระวังนะ... ยิ่งเราออกเดินทางตามหา
อาจกลายเป็นว่าเรายิ่งเดินห่างจากเขาไป
การเจอกันอาจช้ากว่าที่น่าจะเป็นซะอีก
อย่างน้อยเจอกันช้าก็ยังดีกว่าไม่เจอ
ทั้งหมดก็แค่ความรู้สึก ของใครคนนึงคือตัวเราเองในตอนนี้
---------
จาก OK NATION
ความงามกับความดีเหมือนกันไหม
แสดงความคิดเห็น